Tuesday, June 28, 2016

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล ความเห็นคนนอกวัด

ทนายไม่ใช่ศิษย์ธรรมกายและไม่เคยเข้าวัดธรรมกาย....




...แต่ได้ติดตามข่าวของธรรมกายมาหลายเดือนแล้ว พอจับใจความได้...
...จึงขอ ส.ใส่เกือก..โดยเป็นเกือกส่วนตัว..ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับองค์กรใด..หน่วยงานไหน...หรือมีใครอยู่เบื้องหลังครับ...

...เหตุที่มาของเรื่องนี้...คือ..ประธานสหกรณ์ฯ(ย่อ) ได้นำเงินของสมาชิกไปบริจาค....นับได้แค่ประมาณหมื่นกว่าล้านก็แล้วกัน...
...มีคนหลงดีใจรับเงินบริจาคกัน ทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์กรการกุศล..และวัดธรรมกาย...ฯ

...การบริจาคกระทำโดยเปิดเผย สั่งจ่ายเงินเป็นเช็ค มีคนรับรู้ ผู้บริจาคหน้าบานกว่าตะกร้ออีก...เรียกว่าหน้าใหญ่ใจบุญก็แล้วกัน...

...เงินที่วัดได้รับมา หลวงพ่อนำไปสร้างวัตถุถาวรของวัด มีกรรมการดูแลใช้จ่ายแบบโปร่งใส...แบบใครก็นินทาไม่ได้...

...ความแตก...เงินไม่ใช่ของคนบริจาคแต่เป็นของสมาชิกสหกรณ์ฯ...

...ซวยละคราวนี้ ประธานสหกรณ์เลยต้องถูกจับเพราะถือว่ายักยอกเงินของสหกรณ์ฯไป ถูกดำเนินคดี ฐานยักยอกทรัพย์ฯ ..และข้อหาอื่นมีอีกหรือไม่ไม่ทราบได้..เพราะเป็นทเสือกไม่ใช่ทนายในคดี...

...เหตุนี้น่าจะเกิดมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มั่นใจ แต่ไม่ใช่ปี ๕๙ แน่นอน...

...ดีเอสไอ หรือ ตำรวจ ไม่รู้หน่วยงานไหน เคยเข้าไปดำเนินคดีกับประธานสหกรณ์ฯและผู้รับบริจาค ที่รู้ๆมีวัดธรรมกายเป็นเป้าใหญ่ นอกนั้นมีใครอื่นๆ ไม่ทราบได้ เพราะไม่ได้ข่าวว่าถูกดำเนินคดี...

...ข่าวว่า ผลการดำเนินคดีที่ผ่านมา จบไปแล้ว เพราะเหตุใดไม่กล้ายืนยัน แต่เข้าใจว่า การบริจาคกระทำโดยเปิดเผย ผู้รับไม่รู้ว่าเป็นเงินผิดกฏหมาย ..คือขาดเจตนา...สรุปจบ...ฉากที่ ๑
...............................
...ฉากที่สอง...เริ่มเมื่อต้นปีนี้ มีสมาชิกสหกรณ์ฯ ไปร้อง ดีเอสไอ..ดีเอสไอ..รีบรับเป็นคดีพิเศษ..รีบออกหมายเรียกทันที่ จนสู่การออกหมายจับ...เรียกว่ารวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม...ก็แล้วกัน

...ณ.เวลานี้.ปชช.แบ่งเป็นสองฝ่าย ถกเถียงกัน ส่วนมากถ้ามาจาก กปปส.จะหนุน ดีเอสไอ..ให้ลุยจับสึก เพราะอิจฉาหรือมั่นใส้ไม่แน่ใจ หรือเพราะเข้าใจว่าหลวงพ่อเป็นแดง น่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า...

...ถ้าเป็นแดง ไม่ว่าจะเคยเป็นศิษย์หรือไม่เป็นศิษย์หรือจะชอบไม่ชอบธรรมกาย...ก็กลายเป็นคนของวัดไปโดยไม่ตั้งใจ หรือตั้งใจ ก็เยอะ...

.........................

...ฉากสาม...เนื่องจากทนายรู้ข้อเท็จจริงน้อย แต่ข้อสงสัยมาก..จึงอยากหาคำตอบ..จึงมึข้อสงสัยเยอะหน่อย อยากให้ผู้รู้ช่วยตอบคำถามคาใจทนายหน่อยครับ...

...คดีนี้ สหกรณ์ฯ ได้ฟ้องทางแพ่ง กับ ทุกคน หรือทุกองค์กรที่ได้รับเงินบริจาค เป็นคดีแพ่ง...จริงไหม

...มีเพียงวัดเท่านั้นที่จ่ายเงินคืนให้กับ สหกรณ์ ครบทุกบาททุกสตางค์..และคดีต่างๆระหว่างวัด กับ สหกรณ์ฯ จบแล้วทุกคดีใช่เปล่า

...เมื่อหลายเดือนก่อนประธานและรองประธานสหกรณ์ ฯ เคยให้สัมภาษณ์ทางทีวีว่า ได้เงินคืนและไม่ติดใจกับทางวัดอีกต่อไปทั้งแพ่งและอาญาจริงหรือไม่ครับ....

...ปัจจุบันมีคนเสือกอ้างว่าเป็นสมาชิกฯ ยังมีใจเจ็บทางวัด ต้องการให้ ปปง..ดำเนินคดีกับวัดฐานฟอกเงินใช่ไหม...

...ถามนะครับ...ปปง..โดยอธิบดีคนเก่า...เคยแถลงว่า เงินของวัดไม่สามารถยึดได้ถูกต้องไหม...และก็ไม่ติดใจดำเนินคดีฐานฟอกเงินกับทางวัดเพราะทางวัดไม่ได้ฟอกเงินใช่หรือเปล่าครับ...

...การจะดำเนินคดีกับใครฐานฟอกเงิน..ปกติจะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ปปง..แต่เหตุใด ดีเอสไอ จึงพยายามใช้คำว่าวัดผิดฐานฟอกเงินและรับของโจร...

...ความผิดฐานฟอกเงิน...ทำไมไม่ส่งมอบให้ ปปง.เข้ามาตรวจสอบ
ดีเอสไอ ทำหน้าที่แทน ปปง.ได้อีกหรือ หรือว่า ดีเอสไอทำได้ทุกอย่าง ตามที่ใจต้องการ...

...เมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา...ถ้าวันดีคืนดี เกิดมีคนไปกล่าวหา..พระอิสระบ้างฯ ดีเอสไอ จะรีบดำเนินการไหมครับ...

...คดีผู้ถูกกล่าวหา เป็นถึงพระผู้ใหญ่ ทำคุณกับพุทธศาสนามหาศาล
เผยแพร่พุทธศาสนาไปทั่วโลก ทำไมไม่นึกถึงในส่วนนี้ แต่การเผยแพร่พุทธฯ จะถูกใจขาวพุทธทุกคนเป็นไปไม่ได้.จริงไหมครับ...

...ลูกศิษย์ลูกหา เป็น ดร. นายแพทย์ นักธุรกิจฯ ชนชั้นกลาง...คิดหรือว่าเขาโง่ ถูกหลวงพ่อหลอก...คนที่ถูกหลอกก็ไอ้พวกฟังเขาเล่ามา..และชอบซ้ำเติมพระ ผมว่าบาปหนานะ...

..ทำไม ดีเอสไอ จึงไม่สอบสวนให้เสร็จแล้วสรุปข้อเท็จจริง ก่อนที่จะขอออกหมายเรียก หรือหมายจับ คดีมันนานมาแล้ว เงินมหาศาล ข้อเท็จจริงมากมาย คนข้องเกี่ยวจำนวนมาก อะไรแค่คนมาร้องทุกข์ไม่กี่คน แถมไม่ได้รับมอบอำนาจจากสหกรณ์ฯอีก ดีเอสไอ ทำไมรีบเกินไปหรือเปล่า..จนทำให้คนสงสัยว่า มีอะไรแอบแฝง..นำไปสู่การขัดขืน
ถ้า ดีเอสไอ ทำงานแบบรวบรวมหลักฐานชัดเจน แล้วค่อยออกหมายเรียกหมายจับ มันจะไม่เกิดการต่อต้านแบบนี้แน่นอน ผมเชื่อ ใครไม่เชื่อเป็นเรื่องของเขา

...อ้างกันอยู่นั้นว่าออกหมายเรียก ๒ ครั้งไม่มาต่อไปก็เป็นหมายจับ..
การไปตามหมายเรียก ก็คือไปตามหมายจับกลายๆ ผู้ไปตามหมายเรียกต้องถูกสอบ ถูกพิพม์มือ..และต้องทำประกันออกมา จริงไหมครับ..คงไม่ใช่เรียกไปนั่งสวดมนต์ให้ ดีเอสไอ ฟังหรอก...

...ดีเอสไอ เคยสอบประธานหรือรองประธานสหกรณ์ฯ คนปัจจุบันหรือยังครับ..สหกรณ์เป็นผู้เสียหายโดยตรง ประธานฯทำหน้าที่แทน..ก็เมื่อสหกรณ์ฯเขาบอกว่าจบแล้ว ไม่ติดใจ ทำไมไม่เอาเหตุผลตรงนั้นมาปิดคดีกลับบ้านไปนอนกกเมียดีกว่าจะมาจับพระสึก...

...จับหลวงพ่อได้ ถามจริง เงินจะได้คืนอีกไหม ตอบไม่ได้เพราะเงิน สหกรณ์รับคืนไปหมดแล้ว..แล้วจะลุยจับทำไม งง..ครับ

...เอาแค่นี้ก่อนนะ ผมมันรู้น้อย จึงถามเยอะ ...ช่วยๆ กันอ่าน และคิดคำตอบให้ที่...

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล
พฤหัส ที่ ๒๓ มิย.๕๙



ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล (ครั้งที่ 2)
....เมื่อวันที่ ๒๓ มิย.นี้ทนายได้เขียนถึงหลวงพ่อธัมมชโย...ปรากฏว่ามีกระแสตอบรับพอควร..และมีหลายๆท่านอยากให้ทนายเขียนอีก...อ้าวไหนๆจะช่วยหลวงพ่อเพื่อเห็นแก่พุทธศาสนาแล้ว...ลุยครับลุย..สู้...

....คำถามแรกจากปชช..หลวงพ่อถูกกลั่นแกล้งหรือเปล่า ?
....คำตอบแรกจากทนาย..จากเรื่องราวที่ปรากฏ คดีหลวงพ่อมีเบื้องหลัง ๑๐๐ %

....คำถาม ๒...เขาจะกลั่นแกล้งหลวงพ่อไปทำไม ?
....คำตอบ......อยากได้เงินมั๊ง..เห็นมีบางคนออกมาให้ข่าวว่า เงินของวัดมีเป็นหมื่นล้าน ยึดมาใช้หนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯ
....แต่จริงๆอยากจะยึดมาเป็นของใครไม่ทราบได้...เขาเรียกว่าปล้นกลางแดด...

...คำถาม.....หลวงพ่อควรจะทำอย่างไร
...คำตอบ.....ก็นอนรักษาตัวไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ลูกศิษย์คิดหาทางแก้ปัญหากันเอาเอง...( ก็หลวงพ่อไม่ผิด แล้วจะให้หลวงพ่อทำอะไร หลวงพ่อชราแล้ว แถมป่วยอีก..อย่าไปกวนใจหลวงพ่อเลย เรามาช่วยกันแก้ปัญหาให้หลวงพ่อดีกว่า) อันนี้ทนายพูดจริงๆนะครับไม่ใช่กวน

...คำถาม.....คดีนี้หลวงพ่อทำผิดกฏหมายหรือไม่
...คำตอบ....จากหลักฐานเบื้องต้นที่ปรากฏตามสื่อ หลวงพ่อไม่น่าจะผิด

...คำถาม....ทำไมหลวงพ่อถึงไม่ผิด
...คำตอบ....ถ้าหลวงพ่อผิด หลวงพ่อโดยจับไปตั้งแต่มีการแจ้งความคราวแรกเมื่อประมาณปี ๒๕๕๖ แล้ว

...คำถาม...อธิบายได้ไหมว่าทำไมหลวงพ่อถึงไม่ผิด
...คำตอบ...โอเค.... เอาเฉพาะคดีที่มีการแจ้งความในปีนี้นะ คดีหลายปีที่ผ่านมา ทนายไม่มีข้อมูล

...๑. คดีที่หลวงพ่อถูกแจ้งความ คือคดีรับของโจร..คดีเดียวจะถูกแจ้งความซ้ำซ้อนไม่ได้ เช่นคดีนี้แจ้งแล้วแจ้งอีก แม้คนแจ้งจะเป็นคนละคนก็ไม่ได้
ตัวอย่าง....มีคนมาลักทรัพย์ที่บ้าน...พ่อในฐานะเจ้าของบ้านได้แจ้งความไว้แล้ว และผู้ต้องหาก็ได้มีการพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่ผิด
........ต่อมาอีกหลายปี ลูกชายบอกไม่พอใจคดีที่พ่อแจ้งความไว้เพราะผู้ต้องหาตร.ไม่ฟ้อง เลยมาแจ้งความใหม่.....อย่างนี้ไม่มีกฏหมายที่ไหนในโลกเขายอมให้กระทำ และกระทำไม่ได้....

...๒...การรับของโจร ผู้รับจะต้องรู้ว่าของที่รับมาเป็นของที่ผู้ให้ได้มาโดยการกระทำความผิดต่อกฏหมาย
เห็นๆกันครับ หลวงพ่อไม่รู้แน่นอน เพราะไม่มีพระที่ไหนต้องถามคนบริจาคว่า โยม.เงินที่โยมนำมาบริจาคเป็นเงินผิดกฏหมายหรือไม่ ..
ถึงจะเป็นเงินผิดกฏหมาย...โยมก็คงตอบว่า เงินที่ผมนำมาบริจาคผมหามาได้โดยบริสุทธิ์ครับ...

...๓...การบริจาคให้กับทางวัดเงินเป็นพันล้านบาทจริง แต่เป็นการทยอยบริจาคโดยสั่งจ่ายเช็คนะครับ และที่ได้ข่าวมาเป็นเช็ค ๓๐-๔๐ ฉบับ...การบริจาคอาจจะดูเยอะ แต่สำหรับวัดธรรมกายแล้ว การบริจาคระดับนี้ไม่ผิดปกติครับ....ลูกศิษย์เป็นมหาเศรษฐี เป็นเศรษฐี มีเงินเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน แข่งขันกันบริจาคเป็นของธรรมดา.
.....วัดถึงสามารถขยายสาขาไปทั่วโลกและอีกหลายที่ในประเทศไทย.....ทำไมเราไม่คิดถึงความดีของหลวงพ่อในข้อนี้ครับ...หรือว่าเวลานี้ประเทศไทยจะไม่นับถือศาสนาพุทธแล้ว...

...๔..เงินที่วัดได้มา..เคยมีการยืนยัน(ตามข่าว) ว่า ปปง.ครวจสอบแล้วในคดีเก่า...เงินถูกนำไปสร้างสิ่งต่างๆในกิจการของวัด..หลวงพ่อไม่เคยจับเงินครับ...รับแต่เช็ค...เช็คไม่ใช่ของโจรนะครับ..เงินหลวงพ่อก็ไม่เคยจับ..แล้วจะไปรับของโจรตอนไหนวะ ทนายงง...

...๕...เงินเป็นตราสารที่ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย...ดังนั้นถ้าหลวงพ่อผิด ต่อไปพวกขายยา พวกปล้นเขามา เอาเงินไปทำบุญ เอาเงินไปชำระหนี้ คงมีคนติดคุกกันเพลินเลย ...
...ตำรวจจับพวกค้ายา..พวกปล้นทรัพย์.ฉ้อโกง..ยักยอก ฯ..จับแล้วขยายผลยึดเงินที่ซ่อนไว้ ยึดทรัพย์ที่เอาเงินจากการกระทำความผิดไปซื้อไว้..
...ไม่เคยไปขยายผล ตามจับคนที่ได้รับเงินต่อเพียงเพราะเหตุว่า เอาเงินไปใช้หนี้ ไปเล่นการพนัน ไปซื้อของ ไปให้พ่อแม่่ ฯ
...เพราะเงินเป็นตราสารที่ชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย ครับ...

...๖...เงินที่ประธานสหกรณ์ฯยักยอกเงินเอาไปบริจาค ถ้าผิดก็ต้องผิดทุกองค์กรที่รับบริจาค...ไม่ใช่ผิดแต่หลวงพ่อเพียงคนเดียว...
....แถมเงินที่บริจาคให้องค์กรต่างๆ ถ้านำมาเทียบกับที่บริจาคให้หลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อน่าจะน้อยใจทำไมให้น้อยกว่ารายอื่น.

...๗...คดีระหว่างวัดกับ
สหกรณ์ฯ จบไปแล้ว โดย สหกรณ์ฯได้รับเงินคืน..และมีการทำยอมถอนฟ้องกันแล้ว..แต่เพิ่งได้ข่าวว่า เงินทางสหกรณ์ฯได้คืนขาดไปนิดหน่อย..นั้นอาจเกิดจากการคิดตัวเลขจากข้อมูลต่างกัน...แต่ไม่สำคัญหรอก เพราะคู่กรณี พอใจตัวเลขนั้นและถอนฟ้อง ยอมความกันไปแล้ว....เยอะแยะไปเอาเงินเขามาล้านคืนแสนสองแสน..ยอมความจบคดี..จบคืนจบ..

....เหตุผลง่ายๆ ที่ทนายเขียนมา ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก..อธิบายได้อย่างเดียวว่า...ทำไมต้องทำกับหลวงพ่อและวัดด้วย..ทำไมและทำไม

ใครอ่านจบช่วยแชร์หน่อยนะครับ
จากทนายนิทัศน์
เสาร์ ๒๕ มิย.๕๙


ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล โพส์ตครั้ง 3 (วันที่ 27 มิ.ย.59)

...เกือบ ๒ ปี ไม่ได้ตามข่าวทางทีวีและนสพ..ตามแต่ในเฟซในไลน์

...ไม่่ค่อยทราบข่าววัดธรรมกาย..แต่อยากเขียน.. เลยขอเขียนครับ

...จากที่เคยเขียนมาในเชิงกฏหมาย ๒ ครั้ง ๆ นี้จะเขียนเชิงวิจารณ์บ้างครับ

...ปกติรมต.ยุติธรรมที่ดูแล ดีเอสไอ เขาจะไม่เข้ามาก้าวก่ายการทำงานของ ดีเอสไอ แต่ ทนายขอตั้งขอสงสัย เหตุใด รมต.ยุติธรรมเท่าที่เห็น จึงชอบแสดงความคิดเห็นเรื่องธรรมกายเหมือนชี้นำ...อย่างนี้เรียกว่าอะไรครับ

...ดีเอสไอ ช่วยตอบข้อสงสัยได้ไหมว่า คดีนี้ได้ทำตามขั้นตอนกฏหมาย.อย่างปกติ ถูกต้อง ..เพราะคดีอื่นๆ ไม่เห็น อีเอสไอ ต้องลุยถึงขนาดนี้เลย

...หลายคนส่งสัยว่า การรับเงินบริจาคที่ทำให้เกิดเรื่องนี้แล้ว ดีเอสไอมีหลักฐานอะไรที่พอชี้แจงในเบื้องต้นได้ว่า หลวงพ่อ ตั้งใจรับของโจรหรือฟอกเงิน

...ถ้าการรับเงินบริจาคเงินก็ถือว่ารับของโจรแล้ว..สงสัยดีเอสไอ ก็น่าจะไปตรวจสอบมูลนิธิต่างๆ ที่รับบริจาคด้วยนะ

...นายมโนมะนาวอะไรนั้น...เขาเป็นศิษย์คิดล้างครู...คนอย่างนี้ถ้าเป็นสมัยโบราณเขาเอาไปประหารแล้ว...เหตุใดเขาจึงมีอิทธิพลต่อคดีนี้มาก

...นายไพบูลย์ นิติตะวัน ทัั้งๆที่เขาก็แค่ ปชช.คนหนึ่ง ความเห็นของเขาเหมือนกับมีอิทธิพลต่อ ดีเอสไอ อย่างนี้แปลว่าอะไร

...ยิ่งสงสัยเข้าไปอีก ถ้าธรรมกายถูกทำลาย ท่านว่าศาสนาพุทธของเราที่คนไทยนับถือเกือบ ๙๕% ต่อไปจะเป็นศาสนาอันดับ ๒ ของประเทศหรือเปล่าครับ...

ทนายนิทัศน์
วันที่ ๒๗ มิย.๕๙

https://www.facebook.com/profile.php?id=100007266786817&fref=nf&pn_ref=story&refid=17&_ft_=top_level_post_id.1701938636725013%3Atl_objid.1701938636725013%3Athid.100007266786817%3A306061129499414%3A2%3A0%3A1467356399%3A-2054542599414692165&__tn__=C

Tuesday, June 7, 2016

แถลงข่าวคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ประจำวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559

แถลงข่าวคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย
ประจำวันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559
ณ ห้อง Studio สถานีวิทยุโทรทัศน์ DMC สำนักสื่อ DMC วัดพระธรรมกาย



กำลังมีขบวนการเพื่อพยาม “ยุยงให้เกิดความแตกแยก” ในหมู่ชาวพุทธหรือไม่ ?
สืบเนื่องจากเนื้อหาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทาง สื่ออิเลคทรอนิกส์ ของหนังสือพิมพ์โพสทูเดย์  ในวันที่ 5มิถุนายน พ.ศ. 2559(http://www.posttoday.com/analysis/interview/435698) โดยได้นำบทสัมภาษณ์พิเศษของ “พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม)” ในหัวข้อ“พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง และส่งทหารปิดล้อม” ซึ่งมีรายละเอียดของเนื้อหาบางส่วนดังนี้

ขอเรียนชี้แจงว่า “คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้รับการสั่งสอนอบรมจากพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย) เสมอๆ ว่า พระภิกษุทุกๆ รูป ล้วนเป็นผู้สืบทอดพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย ที่คณะศิษย์ทุกๆ คนย่อมต้องให้ความเคารพกราบไหว้ การแสดงออกทางกาย  วาจา ใจที่ไม่สมควรต่อพระภิกษุ ย่อมเป็นสิ่งที่คณะศิษย์ถูกพร่ำสอนมาว่า ไม่พึงกระทำ ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์  วัดพระธรรมกาย พึงระลึกนึกถึงคำสอนนี้ของครูบาอาจารย์ ไว้เป็นคติประจำใจเสมอๆ เนื้อหาต่างๆ ที่พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพะยอม) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ซึ่งอาจจะไม่ตรงไปตามความเป็นจริงทั้งหมดก็เป็นได้นั้น ทางคณะศิษย์ฯ มิได้มีเจตนาที่กระทำการหักล้างโดยไม่เคารพต่อพระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพะยอม) ในฐานะพระภิกษุรูปหนึ่งแต่ประการใด แต่ที่กระทำไปเพื่อหวังประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาโดยรวมทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพราะการที่พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม) ได้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออกมาเช่นนี้ ทางคณะศิษย์ฯ เกรงว่า ท่านอาจจะได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความเข้าใจผิด สร้างความเสื่อมเสียให้กับพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย), วัดพระธรรมกาย และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งข้อมูลบางส่วน ได้ไปพาดพิงถึงพระภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบ เป็นบุคคลที่ชาวพุทธต่างให้ความเคารพบูชา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย อาจทำให้คณะศิษย์ฯ ของครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ เกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความแตกแยกของหมู่มวลชาวพุทธอีกด้วย”

พร้อมกันนี้ ขอชี้แจงแต่ละประเด็นว่า
·       เนื้อหาส่วนแรกกล่าวถึงวัดพระธรรมกายว่า มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การกระทำของคณะศิษย์ฯ เป็นเพียงการรักษาหน้าตา และผลประโยชน์ ทางคณะศิษย์ฯ ขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่า นี่เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเพราะวัดพระธรรมกายได้ประกาศเจตนารมณ์ของทางวัดอย่างชัดเจนว่า ไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง แม้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม จะมีบทบาทผู้นำทางการเมือง หรือผู้สนใจการเมืองฝ่ายไหนมาก่อนก็ตาม เมื่อมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายก็สามารถปฏิบัติธรรมรวมกันได้ตามหลัก สงบ สันติ อหิงสา โดยไม่มีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่วัดพระธรรมกาย
     
เนื้อหาต่อมากล่าวถึงเรื่องการดำเนินการเข้าจับกุมที่มีการเจรจาต่อรองหรือข้อแลกเปลี่ยนนั้น ทางคณะศิษย์ฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ท่านให้ความเคารพกฎหมาย และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย เพียงแต่ในเวลานี้ ท่านยังคงอาพาธ และพักรักษาตัวอยู่ในวัดพระธรรมกาย ไม่ได้มีการต่อรองข้อแลกเปลี่ยนใดๆ

  เนื้อหาในส่วนถัดมา ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญยิ่ง เพราะ หลวงพ่อพะยอม ได้กล่าวว่า หลวงพ่อธัมมชโย พูดถึง พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสองรูปที่มรณภาพไปแล้ว ว่าไปอยู่ในภพภูมิที่ไม่สมควร ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้ ทางคณะศิษย์ฯ ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย หลวงพ่อธัมมชโย ไม่เคยกล่าวถึงพระภิกษุ ทั้งสองรูปนี้เช่นนี้เลย ไม่ว่าที่ไหนเวลาใดก็ตาม คำกล่าวเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความศรัทธา   และเกิดความแตกแยกของชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง

 เนื้อหาในส่วนสุดท้าย ที่พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพยอม) ให้สัมภาษณ์พาดพิงคณะศิษย์ฯ ว่ากำลังปกป้องพระศาสนา หรือ กำลังรักษาหน้าตา ทางคณะศิษย์ฯ ขอยืนยันอีกครั้งด้วยความเคารพว่า  ทางคณะศิษย์ฯ ได้กระทำการทุกสิ่งอย่างนั้น เพื่อเป็นการรักษาความจริง ซึ่งเป็นหลักสำคัญ  ของพระพุทธศาสนา ที่จะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชาวพุทธต่อผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จนี้ ทั้งนี้ ด้วยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และความศรัทธาโดยรวมของชาวพุทธหมู่มาก   
   

“วัดพระธรรมกาย” เป็นวัดในพระพุทธศาสนา “ไม่ใช่รัฐอิสระ”!!!
กรณีที่สื่อมวลชนฉบับหนึ่ง พยายามสร้างข่าวว่า “วัดพระธรรมกายเป็นรัฐอิสระ” เป็นรัฐซ้อนรัฐ ที่ไม่มีใครแตะต้องได้นั้น คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
·       ประการแรก การก่อตั้งวัดขึ้นในประเทศไทยนั้น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตราที่ 31 นั้น วัดจะเป็นวัดที่สมบูรณ์ได้ จะต้องได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
·       ประการที่สอง “วัดพระธรรมกาย” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2522 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 96 ตอนที่ 15 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522
·       ประการที่สาม วัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 33,902 วัด ทุกวัดเป็นวัดที่สมบูรณ์ได้ เพราะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทั้งสิ้น
ดังนั้น จากเหตุผลทั้งสามประการนี้ “วัดพระธรรมกาย” จึงเป็นวัดที่สร้างขึ้นอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับ 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายสงฆ์ที่ประกาศใช้อยู่ในราชอาณาจักรไทยทุกประการ
คำกล่าวหาว่าวัดพระธรรมกายว่าเป็น “รัฐอิสระ” เป็น “รัฐซ้อนรัฐ” นั้น จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไร้หลักฐาน  อันอาจทำให้เกิดความหวาดระแวงและเข้าใจผิด จนนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้าย ถึงขั้นยกเลิกคำสั่ง ห้ามใช้มาตรการรุนแรง และอนุมัติให้ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ภายในวัดอย่างสงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ

คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงมีความเห็นว่าการสร้างข่าวใส่ร้ายว่า “วัดพระธรรมกาย เป็นรัฐอิสระ”นั้น อาจมีเจตนาเพื่อจะให้รัฐบาลและประชาชนเข้าใจผิดว่าประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย  เป็นผู้ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน เป็นกบฏอาญาแผ่นดิน ถือว่าเป็นการใส่ร้ายอย่างรุนแรง ถือเป็นการผิดจริยธรรมของความเป็นสื่อมวลชนหรือไม่? เป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิงหรือไม่? หรือมีวัตถุประสงค์ถึงขั้นกุข่าวยุยงปลุกปั่นใส่ร้าย หวังให้รัฐบาลอนุมัติคำสั่งปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือไม่? 
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงใคร่ขอวิงวอนคณะรัฐบาลโปรดให้ความเป็นธรรมและให้การคุ้มครองพระภิกษุ สามเณร ประชาชนอีกนับหมื่นนับแสนชีวิต จากการอาจถูกกล่าวหาให้ตกอยู่ในฐานะ “ผู้ร้ายแบ่งแยกดินแดน” อย่างไม่เป็นธรรมจากการกระทำของสื่อมวลชนบางสำนักในครั้งนี้จะด้วยจงใจไม่จงใจในครั้งนี้ด้วย

ชี้แจงข้อแท้จริงกรณีภาพพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)...
สืบเนื่องจากการแถลงข่าวในวันที่ มิถุนายน พ.ศ.2559 คณะศิษยานุศิษย์ฯ ได้นำภาพ พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ขณะเข้ารับการรักษาอาการอาพาธในปี พ.ศ.2542 มาใช้ประกอบการแถลงข่าวเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วถูกแพทย์บางคนจับผิดว่า มีการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่ถูกต้องตามลักษณะการใช้งาน จึงใช้สื่อสังคมออนไลน์กระจายข่าวโจมตีพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ที่ทำการรักษา ว่าจัดฉากหลอกลวงเพื่อแสดงให้เห็นว่าอาพาธ นั้น
ขอเรียนชี้แจงดังนี้
·ภาพที่แพทย์บางท่านกล่าวหาว่าจัดฉากนั้น เป็นเหตุการณ์ขณะพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เข้ารับรักษาอาการอาพาธ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ในปี พ.ศ. 2542 หรือเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ภาพปัจจุบัน
·ประเด็นที่ว่า เครื่องช่วยหายใจสีเขียวในภาพ ที่เรียกกันว่า Bird Ventilator หรือ Bird  ซึ่งเป็นเครื่องช่วยหายใจรุ่นเก่า ต้องใช้กับท่อหายใจเท่านั้น จะใช้กับหน้ากากอย่างที่เห็นในภาพไม่ได้ เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ดัดแปลงเครื่องช่วยหายใจสีเขียว Bird ให้สามารถใช้กับหน้ากากตามที่เห็นในภาพ เพื่อเป็นการช่วยแรงดันบวก ขณะหายใจ
·หากตรวจสอบข้อมูลให้ดี จะพบว่าเหตุการณ์ในภาพเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การจัดฉาก การที่คณะศิษย์ฯ นำภาพนี้มาใช้ก็เพื่อแสดงถึงเหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้อง              กับเนื้อข่าวที่แถลง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสภาพการรักษาพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ในปัจจุบัน อีกทั้งการดัดแปลงเครื่องช่วยหายใจก็เป็นการจัดการของโรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่เกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ที่ทำการรักษาในปัจจุบัน แม้แต่น้อย
·การกล่าวหาและชี้นำสังคมโดยไม่ศึกษาข้อมูลและรายละเอียดในกรณีนี้  ทำให้แพทย์ผู้ทำการรักษาเสื่อมเสียชื่อเสียง โดนดูถูกเกลียดชังจากสาธารณชน ซึ่งถือเป็นการละเมิดจริยธรรมแพทย์อย่างชัดเจน ตามจรรยาบรรณของแพทย์หมวด เรื่องการปฏิบัติต่อผู้ร่วมวิชาชีพ ดังนี้ ข้อ 30 ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรมพึงยกย่องให้เกียรติเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน, ข้อ 31  ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ทับถมให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งกัน
· ขณะนี้ทีมกฎหมายของคณะศิษย์ฯ กำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความเห็นในทางดูหมิ่น เหยียดหยามบนพื้นที่สาธารณะของแพทย์บางท่านเหล่านั้น  โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป หากพบว่า ผู้ใดทำไปโดยมีเจตนาให้ร้าย จะดำเนินการยื่นร้องเรียนด้านจริยธรรมต่อแพทยสภาต่อไป
·คณะศิษย์ฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่า พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) มีอาการอาพาธจริง และขอเรียกร้องให้ทุกท่านที่กล่าวหาว่ามีการจัดฉาก แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลบข้อความของท่านออกให้หมด พร้อมทั้งออกมาขอโทษต่อพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ผู้ทำการรักษา พร้อมทั้งขอความกรุณาให้ตรวจสอบความจริงอย่างละเอียดก่อนวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เพราะการกล่าวหาโดยไม่วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และการดูถูก เกลียดชังต่อวัดพระธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างกว้างขวางทั้งในวงการแพทย์และประชาชนทั่วไป

กรณีข้อความเท็จผ่านทวิตเตอร์ของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล
มีใจความสำคัญว่า “...วัดพระธรรมกายมีลักษณะเป็นนิกายต่างหากสำหรับศาสนาพุทธในประเทศไทย ย่อมมีเสรีภาพที่จะกำหนดลัทธิความเชื่อของตนที่ต่างไปจากนิกายเถรวาทของไทยได้  มีความจำเป็นแล้วที่ คสช. จะต้องแก้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ให้นิยามคำว่า คณะสงฆ์ เถรวาท มหานิกาย ธรรมยุตินิกายธรรมกาย ฯลฯ ใหม่ให้ชัดเจน...
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จึงขอชี้แจงว่า วัดพระธรรมกายเป็นวัดในพระพุทธศาสนา   เถรวาท สังกัดมหานิกาย ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม มีการก่อตั้งวัดถูกต้อง                     ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535  มีกิจกรรม และพิธีกรรมทางศาสนาตามแบบแผนปฏิบัติ     และมีหลักคำสอนถูกต้อง ตรงตามพระไตรปิฎกเช่นเดียวกับวัดทั่วไป คือ มุ่งศึกษาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา     ตามหลักไตรสิกขา แบบพระพุทธศาสนาเถรวาททุกประการ มิใช่ลัทธิความเชื่ออื่นหรือนิกายอื่น         แต่อย่างใด
การโพสต์ข้อความดังกล่าวของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ว่าด้วยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการใส่ร้ายวัดพระธรรมกาย สร้างความเสียหายให้แก่วัดพระธรรมกาย และกระทบต่อจิตใจคณะศิษย์ฯ เป็นอย่างมาก

ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการแถลงของชาวพุทธที่ร่วมเวทีการแถลง
ความในใจของชาวพุทธ “ทนายพัฐจักร เทพษร”
...ผู้มีศรัทธาทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ผมในฐานะพุทธศาสนิกชนและนักกฎหมายคนหนึ่ง ขออนุญาตอธิบายความกรณีที่ผมเป็นผู้หนึ่งที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “พระพุทธอิสระ” ดังต่อไปนี้
ตามหลักกฎหมาย การกระทำของ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “พระพุทธอิสระ” นั้นเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาโดยเห็นว่าทั้งสองมีพฤติกรรมที่ละเมิดกฏหมาย พรบ.สงฆ์ มาตรา 44 ทวิ ,44 ตรี และ มาตรา 14 ใน พรบ.คอมพิวเตอร์ เพราะ 1) เป็นการดูหมิ่นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนประมุขสงฆ์อันสูงสุด อยู่ในฐานะพึงควรเคารพสักการะ  และ 2) เป็นพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดความแตกแยก เสื่อมสามัคคีแก่คณะสงฆ์ ซึ่งแม้ในทางกฎแห่งกรรม ก็ถือเป็นกรรมอันหนัก หรือ อนันตริยกรรม
ตามหน้าที่แห่งพุทธศาสนิกชน ส่วนตัวผมแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลทั้งสองนี้ เพราะมิอาจทนเห็นพฤติกรรมข้างต้นที่บุคคลทั้งสอง ดูหมิ่น จาบจ้วง สมเด็จพระราชาคณะชั้นสูง ผู้เปรียบเสมือนเป็นผู้ปกครองสูงสุดของสงฆ์ทั้งแผ่นดินไทย และยิ่งมิอาจทนเห็นการสร้างความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์ อันอาจเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาต้องเสื่อมความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ดังนั้น เหตุผลเบื้องต้นเป็นเหตุผลส่วนตัวของผมที่ออกมาแจ้งข้อกล่าวหาแก่ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “พระพุทธอิสระ” ด้วยความเคารพรัก และความห่วงใยในพระพุทธศาสนา โดยไม่มีจิตคิดกลั่นแกล้ง หรือทำตามขบวนการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงทั้งสิ้น ทุกอย่างทำไปเพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาโดยรวมในฐานะชาวพุทธด้วยความบริสุทธิ์ใจ




590607 เทปแถลงการณ์
           คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย
590607 DMC Guide Special





Monday, June 6, 2016

ปรามผู้ป่วน


ที่ คทพ./๒๕๕๙       ​

๖ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง  ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางพระวินัยตามกฎนิคหกรรม ด้วยข้อกล่าวหาต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ ต่อหลวงปู่พุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโม

กราบนมัสการ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง, เจ้าคณะภาค ๑๔, เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม

สิ่งที่ส่งมาด้วย ภาพข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

​เนื่องด้วยศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ คดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหลวงปู่พุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโม และพวก แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย ๒,๖๖๓,๔๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากกรณีระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ - มกราคม ๒๕๕๗ ร่วมกันบุกเข้าไปใน อาคารดีเอสไอ ถ.แจ้งวัฒนะ แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สายไฟ กล้องวงจรปิด ที่อยู่ในความครอบครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

​โดยโจทก์ซึ่งมีสำนักงานคดีแพ่ง สำนักงานอัยการสูงสุด ทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน (อัยการว่าความแพ่งมีฐานะเท่าทนาย) ยื่นฟ้องคดีต่อศาล เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ทำให้เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ โดยระหว่างการชุมนุมมีการตัดสายไฟฟ้าเมนหลัก และทำให้เครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย ตามรายละเอียดของคำพิพากษาที่ปรากฏในภาพข่าวหนังสือพิมพ์ที่แนบมาพร้อมนี้แล้ว

​เมื่อศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแล้ว จึงมีคำพิพากษาของศาลแพ่งให้จำเลยที่ ๑ คือ หลวงปู่พุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโมให้ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ ๒ คือ พล.ต.สมเกียรติ วัฒนวิกย์กิจ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ดีเอสไอ ๘๙๙,๒๐๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ นับจากวันถัดฟ้องคือ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน  ๒๕๕๗ และให้จำเลยร่วมกันจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศาล และค่าทนายความแก่โจทก์อีก ๑๐,๐๐๐ บาท

​พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดต่อทรัพย์สินของทางราชการของหลวงปู่พุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโม​นั้นถือว่าชัดแจ้งแล้วตามคำพิพากษาศาลแพ่งและครบองค์ประกอบความผิดของอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ ที่มูลค่าของทรัพย์สินมากกว่าห้ามาสกหรือบาทหนึ่ง    ซึ่งมีบัญญัติองค์แห่งอาบัติ ดังนี้ ๑. เป็นของผู้อื่นเป็นชาติมนุษย์หวงแหนอยู่ ๒. สำคัญรู้ว่า เป็นของผู้อื่นหวงอยู่ ๓. ของนั้นราคาบาทหนึ่งหรือราคากว่าบาทหนึ่งขึ้นไป ๔. เถยยจิต  ๕. อาการที่ถือว่าลักทรัพย์ด้วยอวหาร

​ดังนั้น จึงกราบนมัสการมาเพื่อให้เจ้าคณะจังหวัดนครปฐมได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางพระวินัยตามกฎนิคหกรรม ด้วยข้อกล่าวหาต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ ต่อหลวงปู่พุทธอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโม วัดอ้อน้อย ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยให้พ้นจากความเป็นพระในทางพระพุทธศาสนา เพื่อยังความศรัทธาของพุทธบริษัทให้ดำรงมั่นคงต่อไป

กราบนมัสการมาด้วยความเคารพ

นายประสิทธิ์ สันจิตร
ประธานเครือข่ายพิทักษ์พุทธ

============================

วันนี้ (6 มิ.ย. 59) เวลา 10.00 น.
"ชมรมแสงตะวัน" 
ได้เข้าแจ้งความกล่าวโทษ "นายสมเกียรติ อ่อนวิมล" ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ด้วยการนำข้อความอันเป็นเท็จใส่ร้าย "วัดพระธรรมกาย" ลงในทวิตเตอร์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการส่อเจตนาไม่หวังดีต่อวัดพระธรรมกายและชาวพุทธผู้มีความเลื่อมใสต่อวัดพระธรรมกายทั่วโลก
ณ สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 1 กรุงเทพฯ
และ เวลา 14.00 น.
"กลุ่มรักพระพุทธศาสนา" 
ได้เข้าแจ้งความกล่าวโทษ "นายสมเกียรติ อ่อนวิมล" ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในข้อหากระทำผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ด้วยการนำข้อความอันเป็นเท็จใส่ร้าย "วัดพระธรรมกาย" ลงในทวิตเตอร์ส่วนตัว 
ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เช่นเดียวกัน