Sunday, May 29, 2016

ปกป้องอาจารย์ยิ่งชีวิต คือหน้าที่ศิษย์พึงกระทำ

ปกป้องอาจารย์ยิ่งชีวิต คือหน้าที่ศิษย์พึงกระทำ
:::::::::::::::
     อาตมาบวชตั้งแต่เป็นสามเณรและมาอยู่วัดพระธรรมกายเมื่อเดือนเมษายน 2531  เป็นเด็กต่างจังหวัด มาอาศัยใบบุญ ขอสมัครใจมาเป็น "ศิษย์สำนักธรรมกาย"  เพื่อศึกษาพระบาลี  เกือบ 30 ปีแล้วที่ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อธัมมชโย ผู้เป็นเจ้าสำนัก ทั้งด้านที่อยู่อาศัย อาหาร การศึกษา ทุกอย่างฟรีหมด ขอเพียงให้สอบบาลีผ่าน และตั้งใจรับบุญ ท่านสอนการทำสมาธิ  หล่อหลอมให้รักการสร้างบารมี รักชีวิตสมณะ และเป็นพระแท้ให้ได้ตลอดชีวิต..
   แม้บวชพระแล้ว ท่านยังคอยอบรมพร่ำสอนแต่สิ่งดีๆ สอนให้เว้นห่างสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์  รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำสมาธิให้ก้าวหน้า ศึกษาพระไตรปิฏกให้แตกฉาน ให้คิดอย่างพระ พูดอย่างพระ มีสมณสัญญา  แม้อาตมาเจ็บป่วยปางตาย ท่านก็เมตตาให้หมู่คณะที่นั่งสมาธิดี
ช่วยนั่งธรรมะใช้อานุภาพวิชชาธรรมกายอธิษฐานจิตให้อาตมาหายจากอาพาธ รอดตายมาอย่างหวุดหวิด...
บุญคุณความดีที่หลวงพ่อมอบให้ พระลูกวัดไม่เคยลืม..
นอกจากนี้ การได้มีโอกาสสนองงานท่านมานานกว่า 10 ปี  ได้เห็นแต่คุณธรรมความดีของท่าน ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นกุศลล้วนๆ ท่านพูดแต่สิ่งที่นำพามหาชนไปสวรรค์นิพพาน ท่านไม่เคยสนทนาเรื่องทางโลกหรือเหตุบ้านการเมืองเลย มีแต่การสร้างบุญบารมีล้วนๆ
หากอยู่ที่พักส่วนตัว ท่านจะพูดน้อยมาก มีใจน้อมไปในสมาธิเป็นหลัก รักการปลีกวิเวกยิ่งนัก แม้ไม่ได้เดินธุดงค์อยู่ป่า แต่สามารถทำสมาธิได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
แม้ต้องปกครองพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาในวัดหลายพันชีวิต แต่จิตของท่านไม่วุ่นวายเลย
แม้มีผู้ถวายปัจจัยมากมาย "อาตมาไม่เคยเห็นท่านนับเงินเลย"  ท่านเป็นเพียงทางผ่านของทรัพย์ที่ให้เจ้าหน้าที่นำไปสร้างวัดจนงดงามเด่นสง่าเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติจิตตภาวนาใหญ่ที่สุดในโลก มีศูนย์สาขาและศูนย์ปฏิบัติธรรม (meditation center) ทั้งภายในและต่างประเทศหลายร้อยแห่ง มีชาวไทยและต่างชาติสนใจมาฝึกสมาธิกว่า 10 ล้านคน..
อาตมาเห็นประจักษ์ด้วยสายตาตนเองว่า..วัดพระธรรมกายไม่ฝักใฝ่การเมือง ฝักใฝ่แต่บุญอย่างเดียว มุ่งสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่ชาวโลก  เหมือนตักบาตรพระครั้งละหมื่น หรือเดินธุดงค์ธรรมชัย ก็ทำติดต่อกันมาหลายปีแบบซื่อๆ ใสใส  ถ้าจะกระทบจราจรติดขัดบ้าง ก็ต้องกราบขออภัย ใครโมทนาสาธุก็ได้บุญกันไป แต่ไม่เคยเอาการเมืองมายุ่งเลย
  มีแต่นักการเมืองหาเรื่องวัด จนบ่อยครั้งที่ทางวัดถูกฝ่ายการเมืองเอาไปเป็นคู่ขัดแย้ง และถูกกล่าวหาเรื่อยมา เช่น เป็นคอมมิวนิสต์ สร้างโบสถ์เหมือนคริสต์ มีอาวุธสงครามใต้ถุนโบสถ์  คนมาทำบุญมากก็ถูกกล่าวหาเป็นพุทธพาณิชย์ สอนตามหลักพระไตรปิฏกมีมหาเปรียญหลายร้อยรูป ก็ถูกกล่าวหาว่าสอนเพี้ยนพระไตรปิฏก รวมสงฆ์มาถวายสังฆทานปีละเรือนแสน ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิใหม่ ทั้งๆ ที่พระทุกรูปมีพระอุปัชฌาย์เป็นมหานิกายอยู่ทั่วประเทศ สังกัดมหาเถรสมาคม ฯลฯ

ถึงกระนั้น ทางวัดก็ไม่ได้ตอบโต้ ยึดหลัก "ไม่สู้ ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป" ดูกันที่ผลงานเป็นหลัก   ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมใส่ความวัดโดยไร้ความยุติธรรม เมื่อคุณไม่ให้ความยุติธรรมกับทางวัด วัดก็จะรักษาความยุติธรรม รักษาธรรมะเอาไว้ยิ่งชีวิต คือหลวงพ่อไม่รับทราบข้อกล่าวหา ไม่รับหมายศาลหรือหมายจับอะไรทั้งสิ้น เพราะหลวงพ่อไม่ผิด หลวงพ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้รับของโจร
ท่านรับของญาติโยมที่ถวายด้วยศรัทธา ทางวัดเสนอเอกสารและหลักฐานต่างๆ เพื่อชี้แจงไปแล้ว  แต่เพราะ จนท.กระทรวงยุติธรรมเหมือนมีธง มีใบสั่งมา จึงกล่าวหา ให้หมายศาล หมายจับอุตลุต โดยให้เหตุผลว่า "มันเลยจุดนั้นมาแล้ว" เพราะ จนท.พนักงานสอบสวนไม่ยอมรับจุดนั้น ข้ามขั้นตอนนั้นเอง แล้วมาบอกชาวโลกว่า มันเลยจุดนั้นมาแล้ว..!!
เมื่อเลยจุดนั้น...มาถึงจุดนี้  ทางลูกศิษย์ต้องแสดงพลัง ลุกขึ้นมาอารยขัดขืน โดยไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพลเถื่อนหรือปืนผาหน้าไม้.. เพราะต้องการรักษาความถูกต้อง ความบริสุทธิ์ยุติธรรมเอาไว้ มันจึงต้อง "เดิมพันด้วยชีวิต" ....
ฉะนั้น การจะมาข่มแหงพระเณรอุบาสกอุบาสิกาสาธุชนชาววัดพระธรรมกายผู้ประพฤติธรรม จึงไม่ใช่ง่ายอย่างที่จะตอแย.. เขาอาศัยการโจมตีหัวมังกรคือหลวงพ่อธัมมชโย แต่หารู้ไม่ การโจมตีอาจารย์ ย่อมหมายถึงโจมตีพระวัดพระธรรมกายและลูกศิษย์วัดทั้งหมดทั่วโลก...
เราไม่มีอาวุธสงคราม มีแต่ธรรมาวุธ ท่านอาจจะมาจับหลวงพ่อ แต่ลูกศิษย์นับล้าน..ไม่เชื่อว่าจะจับท่านได้.. ยกเว้นข้าม "ศพ" ของพระเณรอุบาสกอุบาสิกานับหมื่นชีวิตไปให้ได้ก่อน..
ที่เขียนกลั่นจากใจนี้ ไม่ใช่การท้าทายภาครัฐหรือใครทั้งสิ้น  ...แต่เพราะถูกสั่งสอนมาว่า ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลงที่เชิงตะกอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังข้องเกี่ยวถึงโลกหน้าภพชาติต่อไปอีกด้วย เมื่อยังไม่หมดกิเลส ตายแล้วย่อมไม่สูญ เกิดมาทั้งทีต้องรักษาความดีความถูกต้องเอาไว้ และอย่าตกอยู่ภายใต้การครอบงำของคนพาล
เมื่อพระพ่อถูกบีบคั้น หมายจับสึก ติดคุก หรือการเคลื่อนย้ายพระพ่อผู้ชราและอาพาธหนัก มีผลถึงชีวิต... ในฐานะพระลูกศิษย์ พระลูกวัด และเคารพนับถือท่านเป็นยิ่งกว่าพ่อ อยู่กับท่าน อาศัยใบบุญท่านยาวนานกว่าพ่อบังเกิดเกล้า ลูกศิษย์จะนิ่งดูดายได้อย่างไร..
  ความตายแม้เป็นเรื่องน่ากลัว แต่ที่กลัวยิ่งกว่าความตาย คือ.กลัวพระพ่อถูกคนพาลทำลาย..
การปกป้องพระพ่อผู้เป็นหลักใจในการสร้างบารมี จึงเป็นหน้าที่ของผองลูก...แม้ชีวิตก็พลีถวายได้..
ธรรมรักษ์ ปธ.๙
..................
....................

อาจารย์สมภาร พรมทา ให้ความเห็น case dsi

อาจารย์สมภาร พรมทา เขียนได้ดี 
https://web.facebook.com/wannee.wannee.77/posts/560559927451968


Saturday, May 28, 2016

จากใจลูกพระธัมฯ

ศิริพร ด่านวนิช (พี่เนี้ยว)


==================================
ปี2542 คดีของหลวงพ่อ อัยการขอถอนฟ้องในปี2549 เนื่องจากองค์ประกอบการฟ้องไม่ครบ ผู้ร้องทุกข์ขาดคุณสมบัติและไม่ควรสั่งฟ้องเป็นคดีตั้งแต่แรก

สิ่งที่เสียหาย คือโดนสังคมด่าฟรีมาเกือบ 20 ปี เสียชื่อเสียง มีคนไม่รู้จักเกลียดเพิ่มกว่าค่อนประเทศ


คดีในปี 2559 ก็เฉกเช่นเดียวกัน องค์ประกอบการฟ้องไม่ครบ ข้อกล่าวหามีเงื่อนงำ พระรับของโยม กลายเป็นรับของโจรและฟอกเงิน

Thursday, May 26, 2016

วัดพระธรรมกาย VS. ดีเอสไอ (ภาค ๑) และ (ภาค๒): น้ำปลาหยดเดียว คัน + คลุ้ง ไปทั่วโลก


วัดพระธรรมกาย VS. ดีเอสไอ (ภาค ๑) และ (ภาค๒)
: น้ำปลาหยดเดียว คัน + คลุ้ง ไปทั่วโลก 

--------------------------

พิศาฬเมธ แช่มโสภา ป.ธ. ๙ นักวิชาการอิสระทุกเรื่องที่รู้
----------------------------

หลังจากพักไปนั่งพิจารณาลมหายใจเข้า – ออก ดูเท้าที่ย่างก้าว
ด้วยจิต ทำให้เกิดความรู้สึกสิ่งรอบๆ ตัวหายไปมากขึ้น พอกลับมาในชีวิตประจำวัน ก็ต้องพบกับสิ่งเดิมๆ เฉพาะด้านพระพุทธศาสนา

ที่เป็นข่าวเกรียวกราวกันก็คือ ดีเอสไอจะบุกจับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หากไม่มารายงานตัว รับทราบข้อกล่าวหา ฟอกเงินและรับของโจร โดย รมว. อธิบดี รองอธิบดี ได้ให้สัมภาษณ์เป็นไปในทางเดียวกัน

แล้วพากันกล่าวถึงการให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ตามกฎหมายสงฆ์

จึงต้องขอบอกว่า ไม่เกี่ยว ไม่ได้แล้ว เพราะรอง ผอ.พศ. (นายชยพล พงษ์สีดา) ก็ให้สัมภาษณ์ถูกแล้ว ว่ามันคนละเรื่องกัน แต่มีความพยายามที่จะหาช่องปลดกันให้ได้ จึงเกิดอาการคันมือต้องอธิบาย

ก่อนอธิบาย ไม่ต้องสงสัยว่า ผมเห็นด้วยตามที่ท่านรองฯ ให้สัมภาษณ์ไป คงหวังอะไรบางอย่าง ขอบอกว่า ไม่มีครับ 

ตำแหน่งที่สูงขึ้น และเงินเดือนที่จะได้มากขึ้น ผมไม่ต้องการ ผมต้องการคือ ทำความจริงให้เป็นความจริง ความถูกต้องให้เป็นความถูกต้อง เท่านี้พอ  

ดังนั้น คงต้องย้อนเรื่อง ความเป็นมาตั้งแต่เริ่ม เพื่อให้เห็น “อะไร” บางอย่าง ที่ผมจะบอก อ่านช้าๆ คิดไปด้วย เมื่อยตาหน่อย ก็พัก ให้ยายอ่านแทน..

หลายเดือนมานี้ ดีเอสไอได้ทำคดีพิเศษสุดต่อเนื่องกัน คือ คดีพระล้วนๆ ไล่ตั้งแต่คดีรถห่วยแตก ราคาสี่ล้าน ที่เรียกว่าเป็นรถหรูหรา ตามที่พวก “พ่อคนดี” เขาบอก มาจนถึงคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ทำให้เกิดความคิดว่า เป็นเวรกรรมอะไรของหน่วยงานนี้ เพราะทำแต่เรื่อง “เฉียดนรก” ทั้งนั้น

ผู้ถูกกล่าวต้องหา/จะจับตัวกัน ก็เป็นพระระดับบวช ๔๕ พรรษา ขึ้นไป ถือได้ว่าเกือบเป็นรุ่นพ่อด้วยซ้ำ 

พระที่บวชมาขนาดนี้ ถ้าจิตไม่แน่ ท่านไม่ยอมอยู่ถึงขนาดนี้ ภาษาบาลีเรียกว่า “บวชถวายอกในพระพุทธศาสนา” คือ บวชแล้วจะไม่สึกนั่นเอง 

ไม่เหมือนพวกบวชแล้วสึก สึกแล้วบวช วนไปวนมา เพื่อหลบหนีอะไรบางอย่าง อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้ นิสัยพวกนี้

“การให้ออกจากเพศพระโดยท่านไม่ยินยอม ถือว่าเป็นการสั่งประหารชีวิตกันเลยนะครับ"  

การกล่าวหาพระระดับนี้ว่าเป็น อาบัติปาราชิก ถือว่าเป็นการยื่นเรื่องให้ฆ่ากันทีเดียว เพราะฉะนั้น จึงบอกว่า กรณีพระวินิจฉัย ของสมเด็จพระสังฆราช เกี่ยวกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จึงเป็นไปไม่ได้ ที่พระองค์จะทรงทำอย่างนั้น และก็ได้อธิบายไปแล้วว่า ความจริงเป็นอย่างไร

จุดอ่อนที่พบคือ ความเมตตาของพระ เพียงคำพูดประโยคเดียวของ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่ว่า “อย่าไปทำเขา” ทำให้ชาวพุทธทั้งพระเณรและโยม หยุดดำเนินการใดๆ

ทำให้การที่จะฟ้องกลับ ต้องหยุดชะงักไประยะหนึ่ง ตอนนี้ ควรถึงเวลานั้นแล้ว

มากล่าวถึงดีเอสไอต่อ ในช่วงที่ทำคดีรถห่วยนั้น มีการแถลงอย่างอึกกระทึกครึกโครม มีขั้นตอนการนำเข้า การซื้ออะไหล่ ฯลฯ ไปจนสุดท้าย การครอบครองที่เป็นชื่อหลวงพ่อสมเด็จฯ เป็นเจ้าของ

สมมติว่า มี ๖ ขั้นตอน ดีเอสไอยังไม่ได้เริ่มตามกระบวนการขั้นที่ ๑ แต่กลับไปสอบสวนกระบวนการที่ ๖ และออกข่าวกันอย่างสนุกสนานคนเชียร์ 

และกรณีที่มีชื่อหลวงพ่อสมเด็จฯ เป็นเจ้าของ ก็ได้อธิบายไปแล้วว่า เจ้าอาวาสต้องเป็นผู้ลงนามรับของ ที่เขานำมาถวาย มันไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายตามที่เข้าใจ

ต่อมา เมื่อมีการจับกุมขั้นตอนอื่นได้ พอลงข่าวแล้ว เรื่องก็เงียบไป

ผมไม่เชื่อเพื่อนมาตั้งแต่แรกว่า คดีรถห่วยนั้น มีเจ้าหน้าที่ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่ในทีมงานนั้นด้วย แต่พอมานั่งพิจารณาทบทวน ชักไม่แน่ใจ เพราะชาวพุทธที่แท้จริง เขาคงทำอะไรกับพระที่ดีกว่านี้

พอมาถึงคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ก็ชักไม่ในใจอีก เพราะการกระทำ “ไม่เหมือนชาวพุทธที่ดีควรทำ”

จะไม่ขอพูดถึงท่าน รมว. เพราะทั้งสองคดี ท่านลงมาแถลงและควบคุม “อย่างใกล้ชิด” ด้วยตนเอง เพราะปกติทั่วไป รมว. จะดูในภาพรวมของงาน และวางนโยบาย มากกว่าที่จะทำตัวเหมือนเจ้าหน้าที่เสียเอง จึงขอให้เกียรติท่าน ไม่กล่าวถึง รวมทั้งท่านรองฯ และท่านอธิบดี ด้วย จะกล่าวในภาพรวมเท่านั้น แต่ถ้าพาดพิงก็ต้องกราบขออภัยด้วย
--------------------------------------------------

วัดพระธรรมกาย VS. ดีเอสไอ (ภาค ๒)
: น้ำปลาหยดเดียว คัน + คลุ้ง ไปทั่วโลก 
----------------------------

มากล่าวถึงกรณีวัดพระธรรมกายต่อจากโพสต์ก่อน

ตรวจสอบคดีที่ดีเอสไอแจ้งจับ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มี ๒ คดี คือ ฟอกเงินและรับของโจร

เท่าที่ติดตาม ก็มึนกับคดีทั้งสอง เพราะมันมีเหตุว่า มันใช่การฟอกเงินแน่หรือ และเป็นการรับของโจรหรือเขาถวายกันแน่ 

จึงคิดเรื่อยเปื่อยไปว่า ถ้าโยมเอาของมาถวายวัด หากพระถามว่า เป็นของที่ขโมยมา (ของโจร) หรือเปล่า คงโดนโยมตำหนิ (ด่า) แน่.. คงจะยุ่งเหมือนกัน .. ทำให้พระสงฆ์องค์เจ้ามีที่ยืนในสังคมแคบลงอีก

เนื่องจากไม่ชำนาญเรื่องนี้ และไม่มีหลักฐาน จึงไม่ขอวิจารณ์ เพราะเป็นกระบวนการของดีเอสไอเขา จนกระทั่งมาเป็นออกหมายเรียก แล้วมาเป็นหมายจับ ถ้าดีเอสไอทำผิดก็รับกรรมกันไปก็แล้วกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกหมายจับ และกระบวนการนี้ เท่าที่พิจารณาดู มันไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่โต

ในเมื่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอ้างว่าป่วย ก็ควรส่งแพทย์ที่เชื่อถือได้ เช่น รพ.ตำรวจ ไปตรวจสอบ ให้เห็นกันชัดๆ ว่า เป็นจริงไหม ถ้าเป็นจริง หรือไม่เป็นจริง ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย

ตามข่าว ปีที่ผ่านมา ท่านอธิบดีของดีเอสไอ ขณะที่เป็นรองฯ ก็ได้ไปตรวจพร้อมแพทย์ ด้วยตนเองไม่ใช่หรือ ?

ทำไม ปีนี้ ไปเชื่อใบรับรองแพทย์ แล้วมาแจ้งว่า ใช้ไม่ได้.. ทำไม ไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจให้เห็นกับตา ดีเอสไอเจาะจงที่จะละเลยข้อนี้หรือเปล่า ระบบราชการก็มีอยู่ ไม่ใช่หรือ ?

ส่วนการออกเรียกและต่อมาเป็นหมายจับ ความจริง ในฐานะส่วนราชการ ควรอำนวยความสะดวกให้พระหน่อยไม่ได้หรือ 

ถ้าท่านไปไม่ได้ ก็ให้เจ้าหน้าที่เอาไปให้ท่านเซ็นรับทราบที่วัด แล้วเอากลับมา แค่นี้ เรื่องก็จบ ต่อไป ก็ว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

แบบนี้ เป็นวิธีการที่น่าจะเป็นมากกว่า ดีกว่าเที่ยวประกาศออกข่าวว่า จะไปจับที่วัด ถ้าไม่มารับทราบ ก็คนป่วยแล้วจะให้มาอย่างไร 

จะไปตรวจก็ไม่ไป ท่านทำครบขั้นตอนที่ควรจะเป็นแล้วหรือ เพราะตามที่ให้สัมภาษณ์นักข่าว มีท่านผู้ใหญ่บอกว่า ไม่ได้ไปตรวจ และเลยขั้นนั้นมาแล้ว

มันหมายความว่าอย่างไร ?

ขั้นตอนที่ควรจะเป็น ท่านบอกว่า เลยมาแล้ว มันเป็นคำถามที่ค้างคาใจชาวพุทธอย่างผมมาก ขนาดผมไม่ใช่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายยังสงสัย แล้วบรรดาลูกศิษย์ของวัดพระธรรมกายล่ะ !

การนั่งเต๊ะจุ๊ยอยู่กับโต๊ะ แล้วรอเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมารับทราบข้อกล่าวหานั้น มันไม่ควรวิธีการที่ทำตามหลักธรรมาภิบาล 

หน่วยงานราชการต้องให้บริการประชาชน ยิ่งเป็นพระ ไม่ว่าชาวพุทธหรืออิสลาม ก็ควรให้เกียรติท่าน เอาหมายไปให้ท่านเซ็นรับทราบที่วัดก็จบ

เดี๋ยวนี้ ประเทศไทย เข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยนแล้ว 

“สถานที่ราชการเกือบทุกแห่ง ห้างสรรพสินค้า (ต่อไปอาจรวมถึงร้านโชว์ห่วย) เขามีห้องละหมาดกันทุกแห่งแล้วครับ” 

บริการแบบนี้มีแล้วในประเทศไทย เมืองพุทธ ส่วนเรื่องงบประมาณสนับสนุน ก็ไม่ต้องพูดถึง มีการขอคืนเงินที่ถวายวัดไปแล้ว จนพระไม่กล้ารับเงินอุดหนุนจากหน่วยราชการต่างๆ อยู่แล้ว เพราะกลัวว่าจะต้องเอาคืน พระท่านพูดแทบไม่ออกอยู่แล้ว 

ขอแนะนำว่า ถ้าวัดที่รับงบนั้นไปสบทบสร้างกุฏิ หากเขาขอเอาคืนแบบจังหวัดสระบุรี ก็ให้ตัดส่วนที่สร้างด้วยงบนั้นคืนเขาไป ถ้าเป็นช่อฟ้า ก็ยกช่อฟ้าให้ไปเลย ไม่ต้องหาเงินคืน เพราะเราสร้างไปแล้ว

การบริการให้ก่อสร้างศาสนสถาน การไปแสวงบุญต่างประเทศ จริงครับ มันเป็นงบที่รัฐอุดหนุนให้ แต่ต้องไม่ลืมว่า คนจ่ายภาษีให้รัฐส่วนใหญ่คือคนพุทธ ก็เท่ากับเอาเงินชาวพุทธ ให้เขาไปทำบุญ ขอให้ชาวพุทธอนุโมทนาบุญกับเขาด้วยละกัน

ต่อไป ไม่แน่ ท่านอาจต้องไปแสวงหาบุญกับเขาก็ได้..

เข้าเรื่องต่อ..

แค่บริการพระเท่านี้ เป็นไรมี จะได้ไม่ต้องมาออกข่าวกันทุกวันๆ ผลเสียมันตกอยู่กับพระพุทธศาสนา ควรพิจารณาถึงเรื่องนี้บ้าง เพราะขณะนี้ ชาวพุทธ ทั้งพระเณรและชาวบ้าน กลายเป็นชนชั้นสองของประเทศไปแล้ว ก็เพราะทำกันแบบนี้

ขอร้องเถอะครับ “อย่าให้เกิดจลาจล” ในเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เพราะลูกศิษย์เขามีประสบการณ์จากครั้งที่ผ่านมาแล้ว เขาไม่ยอมให้เจ้าอาวาสถูกจับหรอกครับ เพราะนั่น ท่านต้องโดนจับสึกแน่ 

ถ้าแก้ไขปัญหาไม่ได้ คนที่เขาแก้ไขได้ก็น่าจะมี ไม่ใช่แค่สั่งให้ทำแบบนี้ ก็ทำแบบนี้ วิธีที่ดีมันมีอยู่

“ถ้าท่านไม่มีเจตนาแอบแฝงอย่างอื่น”

ส่วนข่าว่าจะยึดวัดพระธรรมกายนั้น เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะเป็นที่วัด ถ้าจะยึด ต้องเวรคืนเหมือนวัดในพระพุทธศาสนาทั่วไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเอาทหารตำรวจไปยึดเป็นของหลวง มันผิดนะครับ

ส่วนกรณีการเสนอให้ปลดเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้น ยิ่งเป็นความคิดหลุดโลกไปใหญ่ !

ขณะนี้ สถานะท่านเป็นเพียงถูกกล่าวหา ต้องส่งเรื่องให้อัยการฟ้อง ถ้าอัยการสั่งฟ้อง ก็ต้องไปสู้กันในชั้นศาลอีก ๓ ศาล จนถึงที่สุด.. ถ้าไม่สั่งฟ้อง เรื่องก็จบ

จึงไม่มีกฎหมายสงฆ์ข้อใด ที่จะให้มีการปลดเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในกรณีนี้ การอ้างกรณีวัดอื่นนั้น มันคนละเรื่องกัน และผู้เขียนก็มีอคติอยู่ในตัวอยู่แล้ว จึงไม่อยากกล่าวถึง

ตายไปก็อโหสิกรรมกัน ไม่ใช่ขุดขึ้นมาด่าว่าหรือพูดถึงอีก ไม่ใช่นิสัยคนไทย ครับ

และการจะให้มหาเถรสมาคมพิจารณาเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องอีก เพราะระดับการพิจารณา ตามกฎนิคหกรรมยังมีอยู่ ระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์มีอยู่ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็โยนให้ มส. พิจารณา 

เรื่องทางโลกอาจเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เรื่องทางสงฆ์ มันเป็นเรื่องเล็ก เรื่องถือเอาของที่เจ้าของไม่ยินดีให้ เกินราคาที่กำหนดมันใหญ่กว่าเลย เพราะถือตามอาบัติ ไม่ได้ถือตามกระแส อย่าเอามาปนกัน จะได้ไม่เขว..

ภาวนาไว้ว่า ขออย่าให้เรื่องนี้ก่อให้เกิดการจลาจลเลย เพราะพลังศรัทธามันห้ามกันไม่ได้ จะจับคนห้าพันหรือหมื่นคนเข้าคุกฐานจลาจล ก็เตรียมที่ไว้ด้วยละกัน..

Cr. พิศาฬเมธ แช่มโสภา ป.ธ. ๙ นักวิชาการอิสระทุกเรื่องที่รู้

วัดพระธรรมกาย VS. ดีเอสไอ (ภาค ๑) น้ำปลาหยดเดียว คัน + คลุ้ง ไปทั่วโลก


Sunday, May 22, 2016

เคลียร์ชัด..ทำไมเอาแพทย์เยอรมันมาตรวจอาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย???

 เคลียร์ชัด..ทำไมเอาแพทย์เยอรมันมาตรวจอาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย???

เพราะคณะศิษย์วัดพระธรรมกายในประเทศเยอรมนี รู้สึกเป็นห่วงกรณีที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยได้มาตรวจรักษาพระเทพญาณมหามุนี และออกใบรับรองแพทย์แล้วจะถูกเล่นงานแบบเอาเป็นเอาตายอย่างผิดปกติ จนแพทย์ท่านอื่นๆ กลัวไปหมด

จึงได้ขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนี 2 ท่าน เดินทางมาให้ความเห็นในทางวิชาการแก่คณะแพทย์ผู้ตรวจรักษาพระเทพญาณมหามุนี  คือ

1. ดร.คลอด์ บัวร์ดังค์  อายุ 68 ปี  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีและการดูแลผู้ป่วยวิกฤติ
2. ดร.วอล์ฟฮาท  ฟิชเชอร์  อายุ 67 ปี  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม

ซึ่งการมาครั้งนี้ไม่ได้รับสินจ้างรางวัลใดๆ ไม่มีการทำหัตถการหรือเวชกรรมใดๆ เป็นการมาด้วยจิตเมตตาต่อหลวงพ่อธัมมชโยด้วยใจบริสุทธิ์อยากให้หลวงพ่อหายป่วย  โดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจจากแพทย์ไทยผู้ตรวจรักษาหลวงพ่อ และให้ความเห็นเชิงวิชาการ ต่อแพทย์ไทยที่รักษาหลวงพ่อ

แถลงการจุดยืนวัดพระธรรมกาย





Monday, May 16, 2016

ความพยายามฟ้องร้องของ DSI

คดีขั้นเทพ! เจ้าทุกข์กางปีกป้อง ผู้ถูกกล่าวหาเรามาถึงจุดนี้แล้วครับท่าน



May day! ถ้าหลวงพ่อไป ไม่มีวัด ไม่มีเรา ไม่มีคราวหน้า